1G
ย่อมาจาก
First Generation คือระบบสื่อสารไร้สายที่ใช้เทคโนโลยีระบบอนาล็อก
โดยการสื่อสารไร้สายยุค 1จี ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถบริการด้านเสียงเท่านั้น
และยังมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของเครือข่ายเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย ที่เป็นการสื่อสารไร้สาย ยุค
1G คือ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ AMPS
(Advanced Mobile Phone Service) ซึ่งเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในราวปี
ค.ศ. 1980
2G
การสื่อสารไร้สายยุค
2G ย่อมาจาก Second Generation คือ การสื่อสารไร้สายด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิตอล
ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น ส่งผลให้การสื่อสารด้วยเสียง
มีคุณภาพเพิ่มขึ้นสูงกว่าการ สื่อสารในยุค
1G ในอดีตที่ผ่านมา เทคโนโลยีในยุค 2G สามารถให้บริการการสื่อสารทางเสียง
และสามารถรับ-ส่งข้อมูลแบบ (circuit-switch)
ด้วยความเร็วที่ระดับ 9.6 14.4 Kbps ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยียุค
2G กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ในระดับ 2.5G และ 3G
3G
3G
เป็นระบบเครือข่ายไร้สายรุ่นล่าสุด ที่ทำงานบนพื้นฐานของระบบ
IP ( Internet Protocol )ผ่านอุปกรณ์พกพาโดยสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่
144 กิโลบิตต์ต่อวินาทีหรือสูงกว่าในสภาวะการใช้งาน
ที่หยุดนิ่งอยู่กับที่หรือมีการเคลื่อนที่
อย่างต่อเนื่องในปี 2542 สมาพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ
หรือ ไอทียู (ITU-International Telecommunications
Union) ได้ประกาศให้ระบบ 3G เป็นมาตรฐานสากล
ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐานการทำงาน 5 แบบ โดยเทคโนโลยีหลัก
ๆ เทคโนโลยีล้วนเป็นระบบซีดีเอ็มเอ ได้แก่:ระบบซีดีเอ็มเอ
2000 (CDMA2000) ไวด์แบนด์-ซีดีเอ็มเอ หรือ
ดับบลิว-ซีดีเอ็มเอ (W-CDMA)ทีดีเอสซีดีเอ็มเอ
(TD-SCDMA)
2.5G
การสื่อสารไร้สายในยุค
2.5G ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีในระดับ
2G แต่มีประสิทธิ-ภาพ ด้อยกว่ามาตรฐานการสื่อสารไร้สายยุค
3G โดยเทคโนโลยียุค 2.5G สามารถให้บริการรับส่งข้อมูลแบบแพคเก็ต ที่ความเร็วระดับ 20
40Kbps ในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีจีพีอาร์เอส
นับเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย ในระดับ
2.5G
AMPS
ย่อมาจากคำว่า
Advanced Mobile Phone Service
ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบอนาล็อกยุคแรก
ที่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ เป็นครั้งแรกในทศวรรษ
1980
Analog
เทคโนโลยีเครือข่ายการสื่อสารไร้สาย
ที่ใช้สัญญาณคลื่นความถี่วิทยุโดยข้อมูลจะถูกส่งไปในรูปของคลื่นเสียง
ผ่านสัญญาณวิทยุระบบอนาล็อก จะสามารถจัดช่องสัญญาณให้ใช้งานได้
1 สายต่อ 1 ช่องสัญญาณ ซึ่งแตกต่างจากระบบดิจิตอล
ที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลาย ๆ สายพร้อมกัน
ต่อ 1 ช่องสัญญาณ ดังนั้นการสื่อสารไร้สายส่วนใหญ่
จึงนิยมใช้ระบบการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล
|
|
|
|
ANSI
ทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้แทนของประเทศสหรัฐอเมริกา
ในการกำกับองค์กรที่ทำหน้าที่ กำหนดมาตรฐานสากลชั้นนำต่างๆ
อาทิ องค์กรกำหนดมาตรฐานสากล (ISO)
ANSI จะรับผิดชอบในด้านการพัฒนา
และจัดทำมาตรฐานและรูปแบบของการรับส่งข้อมูล ที่ใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา
API
Application
Programming Interface (API) เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐาน
ที่ใช้สำหรับการให้บริการข้อมูลการโทร และการแทรกสัญญาณ
ซึ่งโปรแกรมแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ สามารถใช้ในการติดต่อเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายการสื่อสารผ่านโครงข่ายและการสื่อสาร
ระหว่างโปรแกรม ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี BREW
รองรับการใช้งานระบบ API ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น
สำหรับอุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย
Band
แบนด์ในวงการสื่อสารไร้สาย
หมายถึง ย่านความถี่หรือช่องสัญญาณความถี่
ในปัจจุบันนี้ ผู้ให้บริการการสื่อสารไร้สายในประเทศไทย
จะใช้ช่องสัญญาณความถี่ที่ 800MHz, 900 MHz,
1800 MHz และ 1900 MHz ในการรับ-ส่งข้อมูล
Bandwidth
แบนด์วิธ
ในวงการสื่อสารไร้สาย หมายถึง ความกว้างของช่องสัญญาณความถ
ี่ที่สามารถรองรับในการส่งสัญญาณ สำหรับการสื่อสารระบบดิจิตอลนั้น
แบนด์วิธจะมีหน่วยเป็นบิตต์ต่อวินาที(bps)
หรือ กิโลบิตต์ต่อวินาที(Kbps) สำหรับระบบอนาล็อกจะมีหน่วยเป็นเฮิร์ซ
(Hz)
Base Station
สถานีฐาน
คือ สถานที่ติดตั้งเครื่องรับ-ส่งสัญญาณ โดยเชื่อมต่อสัญญาณวิทยุที่อยู่ระหว่างระบบสื่อสารไร้สายและอุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย
อุปกรณ์ที่ติดตั้งในสถานที่ประกอบด้วย เสาอากาศ
วิทยุรับ-ส่งสัญญาณ และศูนย์ควบคุมสัญญาณวิทยุ
สถานีฐานเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการสื่อสารไร้สาย
เนื่องจากเซลล์แต่ละเซลล์บนเครือข่ายการสื่อสารระบบไร้สาย
จำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่านสถานีฐาน
Bluetooth
มาตรฐานการสื่อสารไร้สาย ในระยะทางสั้นๆ ทำงานโดยใช้ระบบ
Frequency Hopping Spread System (FHSS) ส่งข้อมูลแบบแพคเก็ตผ่านช่องสัญญาณความถี่ที่
2.45 GHz การรับ-ส่งข้อมูลในระบบ Bluetooth
จะสามารถทำงานได้ในระยะทางใกล้ ๆ เฉลี่ยไม่เกิน
10เมตร โดยมีความเร็วในการรับ - ส่งข้อมูลสูงสุดที่
1 Mbps เทคโนโลยี Bluetooth ช่วยให้การรับ-ส่งข้อมูลและเสียงระหว่างโทรศัพท
์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ
BREW
ย่อมาจาก
Binary Runtime Environment for Wirelessระบบ
BREW ของบริษัทควอลคอมม์เป็นสถาปัตยกรรมแบบเปิด
ซึ่งเปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถคิดค้น สร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นใหม่
ๆ ที่ทำงานบนอุปกรณ์การสื่อสารไร้สาย ชนิดต่างๆ
ได้เป็นอย่างดี ระบบBREWช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถดาวน์โหลด
และติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิ เกมส์ ริงโทน
และเนื้อหาสาระต่าง ๆ ลงในโทรศัพท์ที่รองรับระบบ
BREW อย่างง่ายดาย โดยระบบBREWจะทำงานระหว่างแอพลิเคชั่น
และระบบปฏิบัติการของชิป ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่
www.qualcomm.com/brew
Broadband
คือ
คำเรียกทั่ว ๆ ไปของระบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
ชนิดต่างๆ เช่น DSL และโมเด็มผ่านสายเคเบิล
บรอดแบนด์ สามารถส่งข้อมูลรูปแบบต่างๆ อาทิ
เสียง ข้อมูล และวิดีโอ ได้พร้อมๆ กัน บรอดแบนด์หมายถึง
เทคโนโลยีการส่งข้อมูลที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดประมาณ
2 Mbps หรือมีความเร็วสูงกว่าโมเด็มแบบ 56
K ถึง 40 เท่า
|